วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

การกำจัดไวรัสและอาการหนักแค่ไหนที่สมควรลง Windows ใหม่

ไวรัสคืออะไร ?
          ไวรัส คือ โปรแกรมชนิดหนึ่งที่มีความสามารถในการสำเนาตัวเองเข้าไปติดอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ได้ และถ้ามีโอกาสก็สามารถแทรกเข้าไประบาดในระบบคอมพิวเตอร์อื่นๆ ซึ่งอาจเกิดจากการนำเอาดิสก์ที่ติดไวรัสจากเครื่องหนึ่งไปใช้อีกเครื่องหนึ่ง หรืออาจผ่านระบบเครือข่ายหรือระบบสื่อสารข้อมูล ไวรัสก็อาจแพร่ระบาดได้เช่นกัน
          การที่คอมพิวเตอร์ใดติดไวรัส หมายถึงว่าไวรัสได้เข้าไปฝังตัวอยู่ในหน่วยความจำคอมพิวเตอร์เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากไวรัสก็เป็นแค่โปรแกรมๆ หนึ่ง การที่ไวรัสจะเข้าไปอยู่ในหน่วยความจำได้นั้นจะต้องมีการถูกเรียกให้ทำงานได้นั้น ยังขึ้นอยู่กับประเภทของไวรัสแต่ละตัว ปกติผู้ใช้มักจะไม่รู้ตัวว่าได้ทำการปลุกคอมพิวเตอร์ไวรัสขึ้นมาทำงานแล้ว
          จุดประสงค์ของการทำงานของไวรัสแต่ละตัวขึ้นอยู่กับตัวผู้เขียนโปรแกรมไวรัสนั้น เช่น อาจสร้างไวรัสให้ไปทำลายโปรแกรมหรือข้อมูลอื่นๆ ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือแสดงข้อความวิ่งไปมาบนหน้าจอ เป็นต้น 
บูตเซกเตอร์ไวรัส
          Boot Sector Viruses หรือ Boot Infector Viruses คือ ไวรัสที่เก็บตัวเองอยู่ในบูตเซกเตอร์ของดิสก์ การใช้งานของบูตเซกเตอร์คือเมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์เริ่มทำงานขึ้นมาตอนแรก เครื่องจะเข้าไปอ่านบูตเซกเตอร์โดยในบูตเซกเตอร์จะมีโปรแกรมเล็กๆไว้ใช้ในการเรียกระบบปฏิบัติการขึ้นมาทำงานอีกทีหนึ่ง บูตเซกเตอร์ไวรัสจะเข้าไปแทนที่โปรแกรมดังกล่าว และไวรัสประเภทนี้ ถ้าไปติดอยู่ในฮาร์ดดิสก์ โดยทั่วไปจะเข้าไปอยู่บริเวณที่เรียกว่า Master Boot Sector หรือ Parition Table ของฮาร์ดดิสก์นั้น ถ้าบูตเซกเตอร์ของฮาร์ดดิสก์ใดมีไวรัสประเภทนี้ติดอยู่ ทุกๆ ครั้งที่บูตเครื่องขึ้นมาโดย พยายามเรียกดอสจากดิสก์นี้ ตัวโปรแกรมไวรัสจะทำงานก่อนและจะเข้าไปฝังตัวอยู่ในหน่วยความจำเพื่อเตรียมพร้อมที่จะทำงานตามที่ได้ถูกโปรแกรมมา แล้วตัวไวรัสจึงค่อยไปเรียกดอสให้ขึ้นมาทำงานต่อไป ทำให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

โปรแกรมไวรัส
          Program Viruses หรือ File Intector Viruses เป็นไวรัสอีกประเภทหนึ่งที่จะติดอยู่กับโปรแกรม ซึ่งปกติก็คือ ไฟล์ที่มีนามสกุลเป็น COM หรือ EXE และบางไวรัสสามารถเข้าไปติดอยู่ในโปรแกรมที่มีนามสกุลเป็น sys และโปรแกรมประเภท Overlay Programs ได้ด้วย โปรแกรมโอเวอร์เลย์ปกติจะเป็นไฟล์ที่มีนามสกุลที่ขึ้นต้นด้วย OV วิธีการที่ไวรัสใช้เพื่อที่จะเข้าไปติดโปรแกรมมีอยู่ 2 วิธี คือ การแทรกตัวเข้าไปอยู่ในโปรแกรม ผลก็คือ หลังจากที่โปรแกรมนั้นติดไวรัสไปแล้ว ขนาดของโปรแกรมจะใหญ่ขึ้น หรืออาจมีการสำเนาตัวเองเข้าไปทับส่วนของโปรแกรมที่มีอยู่เดิม ดังนั้นขนาดของโปรแกรมจะไม่เปลี่ยนและยากที่จะซ่อมให้กลับเป็นดังเดิม การทำงานของไวรัสโดยทั่วไป คือ เมื่อมีการเรียกโปรแกรมที่ติดไวรัสอยู่ ตัวไวรัสจะเข้าไปหาโปรแกรมตัวอื่นๆ ที่อยู่ในดิสก์เพื่อทำสำเนาตัวเองลงไปทันทีแล้วจึงค่อยให้โปรแกรมที่ถูกเรียกนั้น ทำงานตามปกติต่อไป

ม้าโทรจัน
          ม้าโทรจัน (Trojan Horse) เป็นโปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้นมาให้ทำตัวเหมือนว่าเป็นโปรแกรมธรรมดาทั่วๆ ไป เพื่อหลอกล่อผู้ใช้ให้ทำการเรียกขึ้นมาทำงาน แต่เมื่อถูกเรียกขึ้นมาแล้ว ก็จะเริ่มทำลายตามที่โปรแกรมมาทันที ม้าโทรจันบางตัวถูกเขียนขึ้นมาใหม่ทั้งชุด โดยคนเขียนจะทำการตั้งชื่อโปรแกรมพร้อมชื่อรุ่นและคำอธิบายการใช้งานที่ดูสมจริง เพื่อหลอกให้คนที่จะเรียกใช้ตายใจ จุดประสงค์ของคนเขียนม้าโทรจันอาจจะเช่นเดียวกับคนเขียนไวรัส คือ เข้าไปทำอันตรายต่อข้อมูลที่มีอยู่ในเครื่อง หรืออาจมีจุดประสงค์เพื่อที่จะล้วงเอาความลับของระบบคอมพิวเตอร์

          ม้าโทรจันนี้อาจจะถือว่าไม่ใช่ไวรัส เพราะเป็นโปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้นมาโดดๆ และจะไม่มีการเข้าไปติดตั้งในโปรแกรมอื่นเพื่อสำเนาตัวเอง แต่จะใช้ความรู้เท่าไม่ถึงการของผู้ใช้เป็นตัวแพร่ระบาดซอฟต์แวร์ที่มีม้าโทรจันอยู่ในนั้นและนับว่าเป็นหนึ่งในประเภทของโปรแกรมที่มีความอันตรายสูง เพราะยากที่จะตรวจสอบและสร้างขึ้นมาได้ง่าย ซึ่งอาจใช้แค่แบตซ์ไฟล์ก็สามารถโปรแกรมประเภทม้าโทรจันได้

โพลีมอร์ฟิกไวรัส
          Polymorphic Viruses เป็นชื่อที่ใช้ในการเรียกไวรัสที่มีความสามารถในการแปรเปลี่ยนตัวเองได้ เมื่อมีการสร้างสำเนาตัวเองเกิดขึ้นซึ่งอาจได้ถึงหลายร้อยรูปแบบ ผลก็คือ ทำให้ไวรัสเหล่านี้ยากต่อการถูกตรวจจับ โดยโปรแกรมตรวจหาไวรัสที่ใช้วิธีการสแกนอย่างเดียว ไวรัสใหม่ๆในปัจจุบันที่มีความสามารถนี้เริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

สทีลต์ไวรัส
          Stealth Viruses เป็นชื่อเรียกไวรัสที่มีความสามารถในการพรางตัวต่อการตรวจจับได้ เช่น ไฟล์อินเฟกเตอร์ ไวรัสประเภทที่ไปติดโปรแกรมใดแล้วจะทำให้ขนาดของโปรแกรมนั้นใหญ่ขึ้น ถ้าโปรแกรมไวรัสนั้นเป็นแบบสทีลต์ไวรัส จะไม่สามารถตรวจดูขนาดที่แท้จริงของโปรแกรมที่เพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากตัวไวรัสจะเข้าไปควบคุมดอส เมื่อมีการใช้คำสั่ง DIR หรือโปรแกรมใดก็ตามเพื่อตรวจดูขนาดของโปรแกรม ดอสก็จะแสดงขนาดเหมือนเดิมทุกอย่างราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อาการของเครื่องที่ติดไวรัส
 สามารถสังเกตการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ถ้ามีอาการดังต่อไปนี้อาจเป็นไปได้ว่าได้มีไวรัสเข้าไปติดอยู่ในเครื่องแล้ว อาการที่ว่านั้น ได้แก่ 
  •  ใช้เวลานานผิดปกติในการเรียกโปรแกรมขึ้นมาทำงาน
  •  ขนาดของโปรแกรมใหญ่ขึ้น
  •  วันเวลาของโปรแกรมเปลี่ยนไป 
  •  ข้อความที่ปกติไม่ค่อยได้เห็นกลับถูกแสดงขึ้นมาบ่อยๆ
  •  เกิดอักษรหรือข้อความประหลาดบนหน้าจอ
  •  เครื่องส่งเสียงออกทางลำโพงโดยไม่ได้เกิดจากโปรแกรมที่ใช้อยู่
  •  แป้นพิมพ์ทำงานผิดปกติหรือไม่ทำงานเลย
  •  ขนาดของหน่วยความจำที่เหลือลดน้อยกว่าปกติ โดยหาเหตุผลไม่ได้
  •  ไฟล์แสดงสถานะการทำงานของดิสก์ติดค้างนานกว่าที่เคยเป็น
  •  ไฟล์ข้อมูลหรือโปรแกรมที่เคยใช้อยู่ๆ ก็หายไป
  •  เครื่องทำงานช้าลง
  •  เครื่องบูตตัวเองโดยไม่ได้สั่ง
  •  ระบบหยุดทำงานโดยไม่ทราบสาเหตุ
  •  เซกเตอร์ที่เสียมีจำนวนเพิ่มขึ้นโดยมีการรายงานว่าจำนวนเซกเตอร์ที่เสียมีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนโดยที่
  •  ยังไม่ได้ใช้โปรแกรมใดเข้าไปตรวจหาเลย 
การกำจัดไวรัส
          เมื่อแน่ใจว่าเครื่องติดไวรัสแล้ว ให้ทำการแก้ไขด้วยความใคร่ครวญและระมัดระวังอย่างมาก เพราะบางครั้งตัวคนแก้เองจะเป็นตัวทำลายมากกว่าตัวไวรัสจริงๆ เสียอีก การฟอร์แมตฮาร์ดดิสก์ใหม่อีกครั้งก็ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดเสมอไป ยิ่งแย่ไปกว่านั้นถ้าทำไปโดยยังไม่ได้มีการสำรองข้อมูลขึ้นมาก่อน การแก้ไขนั้นถ้าผู้ใช้มีความรู้เกี่ยวกับไวรัสที่กำลังติดอยู่ว่าเป็นประเภทใดก็จะช่วยได้อย่างมาก และข้อเสนอแนะต่อไปนี้อาจจะมีประโยชน์ต่อท่าน 

บูตเครื่องใหม่ทันทีที่ทราบว่าเครื่องติดไวรัส
 
          เมื่อทราบว่าเครื่องติดไวรัสให้ทำการบูตเครื่องใหม่ทันที โดยเรียกดอสขึ้นมาทำงานจากฟลอปปีดิสก์ที่ได้เตรียมไว้ เพราะถ้าไปเรียกดอสจากฮาร์ดดิสก์ เป็นไปได้ว่าตัวไวรัสอาจกลับเข้าไปในหน่วยความจำได้อีก เมื่อเสร็จขั้นตอนการเรียกดอสแล้ว ห้ามเรียกโปรแกรมใดๆ ก็ตามในดิสก์ที่ติดไวรัส เพราะไม่ทราบว่าโปรแกรมใดบ้างที่มีไวรัสติดอยู่

เรียกโปรแกรมไวรัสขึ้นมาตรวจหาและทำลาย
          ให้เรียกโปรแกรมตรวจจับไวรัส เพื่อตรวจสอบดูว่ามีโปรแกรมใดบ้างติดไวรัส ถ้าโปรแกรมตรวจหาไวรัสที่ใช้อยู่สามารถกำจัดไวรัสตัวที่พบได้ก็ให้ลองทำดู แต่ก่อนหน้านี้ให้ทำการคัดลอกเพื่อสำรองโปรแกรมาที่ติดไวรัสไปเสียก่อน โดยโปรแกรมจัดการไวรัสบางโปรแกรมสามารถสั่งให้ทำสำรองโปรแกรมที่ติดไวรัสไปเป็นอีกชื่อหนึ่งก่อนที่จะกำจัดไวรัส เช่น MSAV ของดอสเอง เป็นต้น
          การทำสำรองก็เพราะว่า เมื่อไวรัสถูกกำจัดออกจากโปรแกรมไป โปรแกรมนั้นอาจไม่สามารถทำงานได้ตามปกติหรือทำงานไม่ได้เลยก็เป็นไปได้ วิธีการตรวจขั้นต้น คือ ให้ลองเปรียบเทียบขนาดของโปรแกรมหลังจากที่ถูกกำจัดไวรัสไปแล้วกับขนาดเดิม ถ้ามีขนาดน้อยกว่าแสดงว่าไม่สำเร็จ หากเป็นเช่นนั้นให้เอาโปรแกรมที่ติดไวรัสที่สำรองไว้ แล้วหาโปรแกรมจัดการไวรัสตัวอื่นมาใช้แทน แต่ถ้ามีขนาดมากกว่าหรือเท่ากับของเดิม เป็นไปได้ว่าการกำจัดไวรัสอาจสำเร็จ โดยอาจลองเรียกโปรแกรมตรวจหาไวรัสเพื่อทดสอบโปรแกรมอีกครั้ง
          หากผลการตรวจสอบออกมาว่าปลอดเชื้อ ก็ให้ลองเรียกโปรแกรมที่ถูกกำจัดไวรัสไปนั้นขึ้นมาทดสอบการทำงานดูอย่างละเอียดว่าเป็นปกติดีอยู่หรือไม่อีกครั้ง ในช่วงดังกล่าวควรเก็บโปรแกรมนี้ที่สำรองไปขณะที่ติดไวรัสอยู่ไว้ เผื่อว่าภายหลังพบว่าโปรแกรมทำงานไม่เป็นไปตามปกติ ก็สามารถลองเรียกโปรแกรมจัดการไวรัสตัวอื่นขึ้นมากำจัดต่อไปในภายหลัง แต่ถ้าแน่ใจว่าโปรแกรมทำงานเป็นปกติดี ก็ทำการลบโปรแกรมสำรองที่ยังติดไวรัสอยู่ทิ้งไปทันที เป็นการป้องกันไม่ให้มีการเรียกขึ้นมาใช้งานภายหลังเพราะความบังเอิญได้
อาการหนักแค่ไหนที่ควรลง Windows ใหม่
อาการที่ 1 เครื่องบู๊ตไม่ขึ้น
เครื่องเจอปัญหาหนักถึงกับบู๊ตไม่ขึ้น Windows ไม่สามารถแสดงขึ้นมา หรือไม่สามารถใช้งานได้ ค้างอยู่ที่หน้าจอสีดำ หรืออยู่ที่หน้าจอโหลดโลโก้ของ Windows

อาการที่ 2 เครื่องแฮงค์บ่อย
เปิดเครื่องมาใช้งานได้ไม่นาน อยู่ดีๆ ก็เกิดการค้างไปซะงั้น เป็นประจำ ไม่สามารถทำงาน ปัญหาเครื่องแฮงค์บ่อยๆ อาจส่งผลให้ฮาร์ดิสก์พังตามไปด้วยก็เป็นได้ (ต้องกด Reset ตลอด)ปัญหานี้จะต้องตรวจดูก่อนว่า อาการแฮงค์เกิดมาจากอะไร เช่น ในขณะที่เปิดโปรแกรมอะไรอยู่

อาการที่ 3 เครื่องช้ามากๆ ทำอะไรไม่ทันใจเลย
เครื่องทำงานช้า ไม่ทันใจเหมือนตอนที่ซื้อมาใหม่ (ของใหม่ย่อมต้องดีกว่า) เช่น บู๊ตเข้าระบบช้ามาก เปิดโปรแกรมก็ต้องรอนาน การบันทึกงานก็รอแล้วรออีก

อาการที่ 4 ติดไวรัส แก้ก็ไม่หาย
ปัญหาไวรัสดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เครื่องไหนไม่มีไวรัสสิแปลก ไวรัสมีหลายประเภท และส่งผลกระทบที่แตกต่างกันออกไป เช่น แสดงข้อความแปลกๆ จนถึงทำให้ Windows รวน ทำลายข้อมูลที่อยู่ในเครื่อง หากยังโดนเล่นงานต่อไป อุปกรณ์ต่างๆ ก็จะทำงานหนักขึ้น อายุการใช้งานก็จะลดลงตามไปด้วย

อาการที่ 5 เครื่องมีปัญหาจุกจิก แก้ยังไงก็ไม่หาย อาการที่พบได้บ่อย เช่น
  • ฟอนต์เมนูแสดงผิดไปจากปกติ
  • ตั้งค่าต่างๆ ของ Control Panel ไม่ได้
  • เปิดโปรแกรมหลายตัว หรือดูหนัง ฟังเพลง แล้วเครื่องค้าง
  • Copy หรือย้ายไฟล์เอกสารไม่ได้ คำสัง Copy, Paste หายไป
  • ไฟแสดงสถานะฮาร์ดดิสก์กระพริบตลอดเวลา ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรเลย
ปัญหาเหล่านี้ควรจะหาวิธีแก้ดูก่อนครับ หากแก้ไม่หายจริงๆ ก็ต้องลง Windows ใหม่ครับ

สิ่งที่เราจะได้จากการลง Windows ใหม่
  • ช่วยจัดการปัญหาที่มองไม่เห็น 100%
  • ได้ระบบปฏิบัติการที่ใหม่เอี่ยม
  • กำจัดไวรัสได้อย่างเด็ดขาด

วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556

คุณสมบัติของหน่วยความจำ

                                                        
                                                              หน้าที่ของ static

          static เมื่อวางไว้หน้าตัวแปรใดๆ ที่เป็นสมาชิกของคลาสจะทำให้สมาชิกตัวนั้นถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่คลาสเท่านั้น และมีเพียงก๊อปปี้เดียว ส่วนสมาชิกใดที่ไม่เป็น static ก็จะถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่ของ instance โดยมีหนึ่งก๊อปปี้ต่อหนึ่ง instance จากคลาส MyClass จะมีสมาชิกที่เป็นตัวแปรอยู่ 2 ตัว คือ n และ x โดยตัวแปร n จะถูกประกาศเป็น static และมี Method 1 ตัวชื่อ getX() ผมจะสร้าง instance ขึ้นมา 2 ตัวจากคำสั่ง
MyClass a = new MyClass();
MyClass b = new MyClass();
         เมื่อสร้าง instance แล้วจะเกิดเหตุการณ์คือ ตัวแปร x นั้นถูกสร้างขึ้นมาคนละ 1 ตัวใน instance ของทั้งสอง(ของใครของมัน) เวลาเรียกใช้ x ทั้งสองก็จะอยู่คนละส่วนกัน(เพราะเป็นคนละ instance) แต่ตัวแปร n จะไม่เป็นในลักษณะดังกล่าวเนื่องจากเป็น static ซึ่งจะถูกสร้างบนพื้นที่ของคลาสเท่านั้นและมีเพียงก๊อปปี้เดียว ดังนั้นเวลาที่ instance ทั้งสองเรียกใช้ตัวแปร n ก็จะมีการ reference ไปที่พื้นที่ของ MyClass เพื่อเรียกใช้ตัวแปร n มาใช้งานซึ่งจะมองเป็นตัวแปรตัวเดียวกันนั่นเอง เราอาจจะเรียกตัวแปร n อีกอย่างว่า "Class Variable" และเราสามารถเรียกใช้ตัวแปร n ภายนอกคลาสได้โดยใช้ชื่อคลาสเรียก เช่น MyClass.n โดยไม่ต้องผ่าน instance เลย
ส่วน Method ที่อยู่ในคลาสจะถูกเก็บไว้ภายในพื้นที่ของคลาสนั้นๆ เลยและใช้การ reference ไปที่ Method เหล่านั้นเมื่อต้องการใช้งาน เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะจะเป็นการประหยัดพื้นที่ของหน่วยความจำให้กับโปรแกรมนั่นเอง ซึ่งพื้นที่ที่ใช้เก็บ Method นั้นจะถูกสร้างขึ้นมาเพียงครั้งเดียวเท่านั้นตอนที่เราประกาศคลาส(ในตัวอย่างคือ MyClass) และเมื่อสร้าง instance ขึ้นมาก็ไม่จำเป็นต้องสร้าง Method ขึ้นมาให้กับ instance ซ้ำอีกเพียงแต่เก็บค่า reference ที่จะไปเรียกใช้งาน Method มาก็พอแล้ว จะมีการสร้างแค่ตัวแปรที่ไม่ได้กำหนดเป็น static เท่านั้น เพราะตัวแปรเหล่านี้อาจจะเก็บค่าไม่เหมือน กันขึ้นอยู่แต่ละ instance
ความหมายของ static เมื่อวางอยู่หน้า Method
          static เมื่อนำไปวางไว้หน้า Method ใดๆ จะทำให้สามารถเรียกใช้ Method นั้นภายในคลาสได้โดยไม่ต้องใช้ instance 
                                                                           
                                                                                                  หน้าที่ของ Dynamic
Dynamic HTML หรือที่นิยมเขียนว่า DHTML เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้การแสดงผลของเว็บเพจมีชีวิตชีวา น่าสนใจ และสามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ หรือ Interactive ได้ดียิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องติดต่อกับ Server อบู่ตลอดเวลา  ตัวอย่างเช่น  ตัวชี้เมาส์ ที่มีหางรูปร่างแปลกๆ การล็อกภาพพื้นหลังไม่ให้ขยับไปมา เมื่อเลื่อนจอดูข้อมูลในหน้าเว็บเพจ เป็นต้น
DHTML ประกอบด้วยเทคโนโลยีในการสร้างเว็บเพจหลายๆตัว เช่น Javascript , VB Script , ActiveX control , Cascading Style Sheet (CSS)  โดยจุดเริ่มมาจาก Microsoft ได้เริ่มสร้างเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการควบคุมการแสดงผลในเว็บเพจด้วยเว็บ Browser ให้มีลูกเล่นมากขึ้น ต่อมาทางกลุ่ม W3C ได้เข้ามีส่วนในการกำหนดมาตรฐานดังกล่าว ทำให้ DHTML กลายเป็นมาตรฐานในเว็บ Browser รุ่นหลังตลอดมา
ขีดความสามารถของ DHTML 
1.             กำหนดตำแหน่งแสดงผลได้ทั้งแนวแกน x ,y ,z
2.             แสดงข้อความและภาพเคลื่อนไหวในเว็บเพจได้
3.             กำหนดให้ซ่อน หรือแสดง ข้อมูลหรือรูปภาพได้
4.             สนับสนุนการใช้ CSS ทำให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลได้ง่าย
5.             เพิ่มเอฟเฟ็กต์ หรือลูกเล่นให้เว็บเพจได้มากขึ้น
6.             สนับสนุนการเขียนโปรแกรมแบบ Event-Driven เพื่อให้การแสดงผลปรับเปลี่ยนตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเว็บเพจ
หน้าที่ของ  Cache

หน่วยความจำCache คืออะไร
          Cache คือหน่วยความจำอย่างหนึ่ง มีความเร็วในการเข้าถึงและการถ่ายโอนข้อมูลที่สูง ซึ่งมีหน้าที่ในการเก็บข้อมูลที่เราต้องการจะใช้งานบ่อยๆ เพื่อเวลาที่ CPU ต้องการใช้ข้อมูลนั้นๆ จะได้ค้นหาได้เร็ว โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องไปค้นหาจากข้อมูลทั้งหมด
ซึ่งทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลของเราได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 
Cache มี 2 แบบคือ
1.disk cache คือการเก็บข้อมูลไว้ในหน่วยความจำหลักของเราก่อน เมื่อ CPU ต้องการจะหาข้อมูล ก็จะหาใน dish cache ก่อนแล้วค่อยเข้าไปค้นหาใน Harddisk
2.Memory cache จะดึงข้อมูลมาเก็บไว้ใน memory ซึ่งจะถึงข้อมูลได้รวดเร็วกว่า แต่มีความจำที่เล็กกว่า 
เพราะฉะนั้นถ้า คอมพิวเตอร์เครื่องใดที่มี cache ความเร็วสูงก็จะเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย แต่อย่างไรก็ตามยิ่งขนาดใหญ่ก็เก็บข้อมูลได้เยอะ แต่การเข้าถึงจะช้ากว่า cache ที่มีขนาดเล็ก 
ระบบ Cache นอกจาก ใน computer แล้ว ระบบ Cache ยังเอามาใช้งานบนเว็บ ด้วย CMSส่วนใหญ่จะมีระบบ Cache เพื่อลดภาระการทำงานของฐานข้อมูลลง,หน่วยความจำแบบไดนามิกแรม
เป็นแรมที่มีโครงสร้างแตกต่างจากสแตติกแรม ทำให้สามารถมีความจุสูงกว่าสแตติกแรม 4 เท่า ทำให้กินกำลังไฟฟ้าในการทำงานน้อยกว่าสแตติกแรมอยู่ในเกณฑ์ 1/4 ถึง 1/6 เท่าของสแตติกแรม ซึ่งเมื่อเทียบราคาต่อบิตแล้วราคาจะสูง สแตติกแรมจึงถูกนำมาใช้ในหน่วยความจำขนาดเล็ก เช่น ระบบไมโครโปรเซสเซอร์ เป็นต้น การควบคุมกระบวนการทำงานของไดนามิกแรม ต้องมีวงจรรีเฟรชหน่วยความจำ
โครงสร้างทั่วไปของไดนามิกแรมแสดงในรูปที่ 12.13 เป็นไดนามิกแรมขนาด 16k x 1 (16,384 Cell = 
2) มีขนาดอาร์เรย์ของเซลล์เป็นแมทริกซ์ขนาด 128 x 128 อาร์เรย์ แต่ละเซลล์จะบอกตำแหน่งของแอดเดรสโดยตัวถอดรหัสแถว และตัวถอดรหัสคอลัมน์ขนาด 1 - to - 128 ดังนั้นแอดเดรสอินพุตของตัวถอดรหัสแถวจะมีขนาด 7 เส้น (A - A ) และ ตัวถอดรหัสคอลัมน์จะมีแอดเดรส 7 เส้นเช่นกัน (A - A ) รวมทั้งสิ้นมีแอดเดรสขนาด 14 บิต
หน่วยความจำแบบสแตติกแรม
เป็นแรมที่มีฟลิบฟลอบเป็นตัวเก็บข้อมูลภายในแต่ละบิต ดังนั้นข้อมูลที่เก็บอยู่ภายในสแตติกแรมจะไม่สูญหายไปจนกระทั่งสแตติกแรมไม่ได้รับแรงดันไบอัสฟลิปฟลอปภายในสแตติกแรมมี 2 แบบ คือ แบบที่ใช้ไบโพล่าร์ทรานซิสเตอร์ และแบบที่ใช้มอสทรานซิสเตอร์ ซึ่งชนิดที่เป็นมอสทรานซิสเตอร์จะกินกำลังไฟฟ้าน้อยกว่าชนิดไบโพล่าร์ทรานซิสเตอร์

วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ใบงาน เรื่อง ค่าแรงดันไฟฟ้าตามสีของสายในเพาเวอร์ซับพลาย


ใบงาน
 เรื่อง ค่าแรงดันไฟฟ้าตามสีของสายในเพาเวอร์ซับพลาย
คำชี้แจง                 ให้นักศึกษาบอกค่าแรงดันไฟฟ้า ตามสีของสายในเพาเวอร์ซับพลาย ดังต่อไปนี้

ที่
รายการ
แรงดันไฟฟ้า
หน่วย (Volt)
1
                       สายสีส้ม
+5
V.
2
                       สายสีดำ
Ground
V.
3
                       สายสีเหลือง
+12
V.
4
                       สายสีเขียว
PS-ON
V.
5
                       สายสีน้ำเงิน
-12
V.
6
                       สายสีขาว
-5
V.
7
                       สายสีแดง
+5
V.
8
                       สายสีม่วง
+5 VSB
V.
9
                       สายสีเทา
Power Good
V.
10
                       สายสีน้ำตาล
+3.3
V.

นางสาวพรพิมล  สายืน  รหัส 013 กลุ่มปวส. 1/1 คธ.